วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ศาลทหาร ให้ประกันมือพ่นสเปรย์ใส่รถทหารแล้ว








14.51 น. ศาลทหาร ให้ประกันมือพ่นสเปรย์ใส่รถทหารแล้ว วงเงิน 40,000 บาท ห้ามชุมนุม แสดงความเห็นทางการเมืองและห้ามออกนอกประเทศ
#PNC

ม.พัน 30 นำ ช่างผมทหาร และช่างผมสตรี ตัดผมฟรีให้ชาวบ้าน






ม.พัน 30 นำ ช่างผมทหาร และช่างผมสตรี ตัดผมฟรีให้ชาวบ้าน ในซอยเรดการ์ด ลำลูกกา ปทุมธานี
อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ปรองดองสมานฉันท์กับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อสลายสีเสื้อ ตามนโยบายของบิ๊กตู่
เริ่มจากการทำให้คนเสื้อแดงไม่เกลียดทหาร เข้าใจทหาร



เครดิต : Jojoe Love King

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อึ้ง!พบอาวุธสงคราม ซุกโรงแรมร้างในเชียงรายอื้อ


ทหารบุกค้นโรงแรมร้าง อ.พาน จ.เชียงราย พบอาวุธสงครามจำนวนมาก



วันที่ 31 พ.ค.เจ้าหน้าที่ทหารบุกยึดอาวุธสงครามได้เพิ่ม ล่าสุดที่ จ.เชียงราย พบซุกซ่อนอยู่ในโรงแรมเลิงสำราญ ซึ่งเป็นโรงแรมร้าง ใน อ.พาน พบอาวุธสงคราม โดย เครื่องกระสุนอาวุธสงคราม ชนิด ปลย.88 กระสุนปืนกล 93 ขนาด 5 นิ้ว กระสุนปืนกล เอ็ม 60 กระสุนเอ็ม16 เอเค 47 จำนวนรวม 34 นัด ระเบิดสังหารแบบขว้าง 4 ลูก ระเบิดควัน 1 ลูก ดินระเบิด ทีอ็นที 2 แห่ง และกระสุนระเบิดขนาด เอ็ม 79 จำนวน 1 ลูก ทั้งหมดอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงนำไปเก็บไว้ที่ค่ายเม็งรายมหาราช ให้หน่วยสรรพาวุธตรวจสอบ

"ขวัญชัย" ยันให้ความร่วมมือทหาร

"ขวัญชัย" ยันให้ความร่วมมือทหาร

ขวัญชัย ไพรพนา ให้ความร่วมมือทหาร ไม่สร้างความวุ่นวาย หลังเข้าพบผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24





30พค.57 เวลา 13.31 น. สื่อสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์รายงานว่า ที่มณฑลทหารบกที่ 24 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม ขวัญชัย ไพรพนา' ประธานชมรมคนรักอุดร และแกนนำคนเสื้อแดงใน จ.อุดรธานี กล่าวหลังจากเดินทางเข้าพบ พล.ต.สิทธิ จันทร์สมบูรณ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 โดยระบุว่าตนจะไม่ปลุกปั่นมวลชน ไม่สร้างความวุ่นวาย หรือนำมวลชนสร้างความแตกแยกใน จ.อุดรธานี อย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วง และจะให้ความร่วมมือกับทหารด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ท่าทีของ นายขวัญชัย สอดคล้องกับ แกนนำ นปช. รายอื่นๆ ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจาก คสช. เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ได้กล่าวก่อนหน้านี้ว่าเข้าใจในความรู้สึกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี และไม่อยากให้มีความสูญเสียเกิดขึ้น จึงขอมวลชนทุกคนช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปให้ได้.


ที่มา : สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

สื่อนอกเผยนักวิเคราะห์ไทยมองเศรษฐกิจสดใสหลังรัฐประหาร

  สื่อนอกรายงานข่าวนักเศรษฐศาสตร์ไทยพากันปรับเพิ่มประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เคยดูเหมือนว่ากำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะถดถอย หนึ่งสัปดาห์หลังจากรัฐประหาร เชื่อสถานการณ์จะดีขึ้น โดยเฉพาะการเร่งจ่ายเงินค่าข้าวกับชาวนา
       




        ในรายงานของรอยเตอร์สเมื่อวันศุกร์(30) ระบุว่าเศรษฐกิจของชาติหมายเลข 2 แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตติดลบร้อยละ 2.1 ตามหลังการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อนานกว่า 7 เดือน จนก่อความซึมเซาแก่กิจรรมต่างๆทางเศรษฐกิจ แต่เวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
       
        คณะรัฐประหารได้สยบการประท้วงและรุดจัดการกับปัญหาทางเศรษฐกิจกองพะเนินตามหลังการขาดหายไปของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ด้วยเร่งจ่ายเงินค่าข้าวที่คิดค้างชาวนามานาน เดินหน้ามาตรการลดภาษี ติดเครื่องการใช้จ่ายเงินของภาครัฐอีกครั้งและกำลังมองว่าโครงการสาธารณูปโภคต่างๆที่สามารถดำเนินการได้อย่างฉับพลัน
       
        "ตอนนี้เรามีมุมมองทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังในทางบวก มองว่าจะสามารถเติบโตได้ 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์" นายปรากรม ปฐมบูรณ์ นักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ(KGI)ในกรุงเทพฯกล่าวกับรอยเตอร์ส "รัฐประหารอาจเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศมากกว่ารัฐบาลรักษาการณ์ที่ไม่มีอำนาจ ดังนั้นตอนนี้ผมไม่ได้มองในด้านร้ายแล้ว"
       
        ด้านนายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจากธนาคารทหารไทย ให้ความเห็นกับรอยเตอร์สว่า เขายังคงประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐไว้ที่ร้อยละ 2 ตามเดิม แต่บอกว่า "มีปัจจัยด้านบวกเล็กน้อย ด้วยตอนนี้รัฐบาลทหารจะเร่งใช้จ่ายเงินและชำระหนี้ค่าข้าวที่ติดค้างชาวนา" พร้อมแสดงความหวังว่าคณะทหารจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย

คสช. เตือนจำคุก-ริบทรัพย์ ผู้สนับสนุนชุมนุมทางการเมือง

คสช. เตือนห้ามสนับสนุน ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดทางการเมือง ฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้สนับสนุนผู้กระทำความผิด มีโทษจำคุก-ริบทรัพย์



วันนี้(30พ.ค.) เมื่อเวลา 22.18 น . คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกประกาศ ฉบับที่ 49/2557 เรื่อง ความผิดสำหรับการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง ว่า
       
       ตามที่ได้มีการประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง โดยกำหนดห้ามมิให้มั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป นั้น เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศดังต่อไปนี้
       
       โดยปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลชุมนุมทางการเมืองฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติข้างต้น โดยมีบุคคลกระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด โดยการอนุญาตให้ใช้สถานที่ หรือสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการชุมนุมทางการเมือง เช่น เครื่องขยายเสียง เต็นท์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือกระทำโดยประการอื่น ให้ผู้กระทำการในลักษณะดังกล่าวระงับหรือยุติกระทำการทันที มิเช่นนั้น ผู้กระทำดังกล่าวอาจถูดำเนินคดีตามกฎหมายในฐานะผู้สนับสนุนผู้กระทำความผิด ซึ่งต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่ประกาศไว้ตามประกาศข้างต้น และอาจถูกริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
       
       ประกาศ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557
       
       พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่มา : http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000060703

"ประยุทธ์" แจงโรดแมป 3 ขั้น "สร้างปรองดอง 2-3 เดือน - ทำปฏิรูป 1 ปี - เลือกตั้ง"

"ประยุทธ์" แจงโรดแมป 3 ขั้น "สร้างปรองดอง 2-3 เดือน - ทำปฏิรูป 1 ปี - เลือกตั้ง" เผยเร่งจัดทำงบฯปี 58 ให้ทันเวลา ยันไม่ต้องการเข้าสู่อำนาจแต่ทำเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ วอนประชาชนให้ความร่วมมือ พร้อมแย้มเรื่องพลังงานต้องทำภายใต้กติกา







   วันนี้ (30 พ.ค.) เมื่อเวลา 21.41 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) กล่าวแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า ขอขอบคุณประชาชนทุกกลุ่ม ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ที่ให้ความร่วมการปฏิบัติงาน คสช. เป็นอย่างดี ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าสถานการณ์โดยรวมมีความเรียบร้อย

       
       เหตุผลที่ คสช.เข้ามาบริหารราชการประเทศครั้งนี้นั้น สืบเนื่องมาจากความแตกแยกทางการเมืองที่หยั่งรากลึก การชุมนุมที่ยาวนาน ตลอดจนเหตุการณ์ความรุนแรง มีการใช้อาวุธสงคราม ตลอดจนการทุจริต ทำผิดกฎหมาย รัฐบาลรักษาการไม่สามารถบังคับช้กฎหมายปกติได้ การใช้จ่ายงบประมาณปี 57 ติดขัด และด้วยข้อกฎหมาย ข้อจำกัด ที่มีอยู่ทำให้การจัดทำงบปี 58 มีความล่าช้า หากปล่อยไว้ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม
       
       การเข้ามาควบคุมสถานการณ์ของ คสช. เพื่อยุติความรุนแรง ปลดล็อกข้อจำกัดเล็ก ๆ น้อย ๆ และเพื่อคืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเป็นการชั่วคราว ทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าและชาวต่างชาติมีความสุข ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่สำคัญสุดเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวงตลอดมา ได้รับการปกป้องจากคนไทยทุกคน
       
       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับงานของ คสช. มีขอบเขตที่สำคัญ 2 ประการหลัก ๆ คือ
       
       1.งานรักษาความความสงบทั่วราชอาณาจักร การประกาศใช้กฎอัยการศึกมีความจำเป็น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยทั้งหมดนั้นยึดหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะพยายามใช้อำนาจที่มีอยู่ ไม่ใช้อำนาจเกินเลย ระมัดระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จะกลับไปใช้กฎหมายปกติให้เร็วที่สุด
       
       การประกาศเคอร์ฟิวก็เพื่อรักษาความสงบให้เข้าสู่ปกติโดยเร็ว อาจกระทบประชาชนบ้างเพราะในระยะแรกต้องเข้มงวด แต่ก็ตระหนักดี จึงได้ผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวด้วยการปรับลดเวลาลงจากเดิม หากสถานการณ์เป็นปกติมากยิ่งขึ้น ในพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยง จะพิจารณาปรับลดมาตรการลง และจะนำไปสู่การยกเลิกโดยเร็วที่สุด
       
       ส่วนการเรียกบุคคลมารายงานตัว คนเหล่านั้นอาจเป็นคู่ขัดแย้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อม หรือมีสัญลักษณ์ในการสร้างความขัดแย้ง ที่เชิญตัวมาก็เพื่อ ให้สงบสติอารมณ์ ทบทวนว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง เพื่อให้เกิดการยอมรับความเห็นที่แตกต่าง จะได้มีส่วนช่วยนำพาประเทศไปข้างหน้า ซึ่งทุกคนได้รับการดูแลอย่างดี สำหรับผู้ไม่มารายงานตัว ถือว่าฝ่าฝืนกฎอัยการศึก จะต้องถูกดำเนินการโดยเด็ดขาดตามกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะบางกลุ่มที่ต่อสู้ด้วยความรุนแรง ต้องปราบปรามเด็ดขาดเช่นกัน เราจะต่อสู้ด้วยการยึดแนวคิดตัวเอง หรือตีความกฎหมายเข้าข้างแต่ละฝ่ายไมได้อีกแล้ว เพราะจะแตกแยกไม่สิ้นสุด ทุกกลุ่มทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน สร้างความปรองดอง สมานฉันท์ สิ่งเห็นต่างต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ก่อน แล้วหารือจนได้สิ่งที่เป็นที่ยอมรับของทุกกลุ่มทุกฝ่าย
       
       การลงโทษผู้ต่อต้าน คสช. มีความจำเป็น เพราเป็นระยะแรกของการปฏิบัติงาน ไม่สามารถให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงการคัดค้านได้เพราะจะก่อให้เกิดความแตกแยกไม่สิ้นสุด จึงขอร้องทุกฝ่ายอย่ามาชุมนุมในช่วงนี้ หากฝ่าฝืนจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายกับทุกกลุ่ม ด้วยมาตรการที่เหมาะสมส่วนการระงับสื่อนั้น ในระยะนี้จำเป็นมาก เพราะ 9 ปีที่ผ่านมา มีการใช้สื่อทุกประเภท บิดเบือน สร้างความเกลียดชังมาอย่างต่อเนื่อง การปรับย้ายข้าราชการ เป็นเรื่องภายในของทุกหน่วยงาน ทำเพื่อลดความขัดแย้ง ปรับให้เหมาะสมในการปฏิบัติงาน ไม่ได้เป็นการรังแกแต่อย่างใด
       
       2. การขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินให้เร็วที่สุด ต้องดำเนินการจัดทำงบประมาณปี 58 ให้ได้ทันเวลา เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ ที่สำคัญให้ทันเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
       
       หลักการสำคัญของ คสช. คือการใช้ระเบียบบริหารราชการปกติให้มากที่สุด เว้นแต่ที่เป็นปัญหาติดค้าง จะไม่มีการสั่งให้ปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์ของใคร การใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่างอยู่ในระเบียบการเงินการคลังของทุกกระทรวง ทบวง กรม สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช้จ่ายเกินกำลัง
       
       การใช้จ่ายงบปี 57 จะเริ่มจากแผนงานโครงการที่ค้างคาอยู่ โดยจะเร่งตรวจสอบจัดลำดับความเร่งด่วน ส่วนโครงการขนาดใหญ่ อย่าง 2.2 ล้านล้านบาท และ 3.5 แสนล้านบาท จะพิจารณาว่าโครงการใดเป็นประโยชน์ โดยจะแยกพิจารณาเฉพาะเรื่อง
       
       ด้านพลังงาน อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่ามีมาตรการดูแลได้อย่างไรบ้าง แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกติกา วินัยการเงินการคลัง กฎเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน ตลอดจนพิจารณาจัดตั้งกองทุนภาคเอกชน ตั้งกองทุนประเทศขนาดใหญ่เพื่อลดการลงทุนของภาครัฐ พัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน อย่างเช่นพลังงานทดแทน คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องปรับให้มีมาตรฐาน ต้องบริหารงานให้โปร่งใส
       
       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโรดแมปของ คสช. มีดังนี้
       
       ระยะที่ 1 ช่วงแรกของการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ จะดำเนินการเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ในกรอบเวลา 2-3 เดือน นอกจากด้านความมั่นคงและขับเคลื่อน ได้เริ่มจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปในระยะที่ 2 ทั้งนี้ทุกพื้นที่ต้องเริ่มจากครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด คสช.ได้มอบหมายให้ กอ.รมน. รับผิดชอบในการดำเนินการ รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานเตรียมการปฏิรูป เพื่อเตรียมการสู่การปฏิบัติให้พร้อมในระยะที่ 2 โดยปราศจากความขัดแย้งตั้งแต่บัดนี้ ซึ่งจะไม่ปรับโครงสร้างของหน่วยราชการใด ๆ หรือเรียกผลประโยชน์ ค่าตอบแทน หรือการนิรโทษกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น
       
       ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำอยู่ในฝ่ายกฎหมาย ซึ่งจะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกฯ ตั้ง ครม. เพื่อบริหารราชการ ร่างจัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งการตั้งสภาปฏิรูป เพื่อปฏิรูปทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการ เป็นที่ยอมรับ ซึ่งน่าจะใช้เวลา 1 ปี อาจมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย เมื่อสถานการณ์เรียบร้อยเป็นปกติ ปฏิรูปสำเร็จ เกิดความปรองดองทุกฝ่าย ประชาชนสามัคคีกัน ก็จะก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3
       
       ระยะที่ 3 การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ที่ทุกฝ่ายพอใจ มีกฎหมายที่ทันสมัยทุกด้าน แก้ไขกฎกติกาให้ได้คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง
       
       พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่อาจสำเร็จได้โดยเร็ว หากความสงบไม่เกิดขึ้น การประท้วงโดยไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่เข้าใจสาเหตุการควบคุมอำนาจครั้งนี้ ว่าทำเพื่อคนไทยทุกคน จะส่งผลดีต่อประเทศได้ในอนาคตอันใกล้ คิดว่าคนไทยทุกคนเหมือนตนไม่มีความสงบสุขมา 9 ปีแล้ว ประชาชนอยู่สงบ เป็นสุขมากขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 - 22 พ.ค. เป็นต้นมา
       
       "คสช.ไม่ต้องการเข้าสู่อำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ใด ๆ เลย แต่ประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ แล้วถ้าทหาร ข้าราชการ ไม่ทำอะไรเลย ใครจะแก้ปัญหาให้ท่าน ในเมื่อประชาธิปไตยโดยสมบูรร์เดินหน้าไม่ได้ ขอให้เชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ขอให้ความร่วมมือ ให้กำลังกันและกัน ส่วนความรู้สึกของต่างประเทศ เราเข้าใจดี แต่ให้เวลาเราปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้ประชาธิปไตยของไทย ถูกต้อง ชอบธรรม นึกถึงประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยต้องได้รับความพอใจทั่วถึงกัน หากประชาชนร่วมมือกันจะนำพาประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ที่มา : http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000060714